Compressor



Compressor

compressor compress แปลว่า "กดอัด" นั่นหมายความว่า compressor ก็คือ เครื่อง บีบอัด สัญญานเสียง นั่นเองครับ สัญญานเสียง ในส่วนที่ถูก บีบอัด ก็คือ ความดังนั่นเองครับ (amplitude) เพราะฉะนั้น เรากำลังจะบีบให้ช่วง ห่าง ระหว่าง ความดัง จากดังน้อยที่สุด ไปจนถึงความดังที่สุด (dynamic range)ให้น้อยลงไก็ด้วย compressor นี่แหละครับผมพอเข้าใจไหม

"อัตราส่วน"(ratio)ในการ บีบอัด จะมาก หรือ น้อย ขึ้นอยู่กับ input ต่อ output ครับ เช่น 4:1 = input เข้ามา 4 dB เราบีบอัดเอาไว้ ให้ output ออกเพียง 1 dB ทีนี้ลองนึกภาพตามไปนะครับ ก็เราบีบอัด amplitude ลงมา มันก็ต้องเบาลงใช่ไหมครับ ดังนั้นเราก็ต้องชดเชย output ให้กลับมาดังเท่าเดิมด้วย .....ใช่แล้วครับ ก็ไอ้เจ้าปุ่ม output นั่นเอง

อีกปุ่มนึงที่เป็นหัวใจของ compressor เลยก็ว่าได้คือ threshold แปลเป็นไทยได้ว่า "ธรณีประตู" นั่นก็คือ จุดที่เราจะตั้งให้เป็น ธรณีประตูนั่นเอง แฮะๆ เอ้า งง ไปเลยสิครับ เอาเป็นว่า ถ้าสัญญานเสียง มีความดังก้าวข้าม ธรณีประตู ที่เรากำหดไว้เมื่ไหร่ละก็ เราจะ บีบอัด สัญญานเสียงในส่วนที่บังอาจล่วงล้ำเขตแดนของเราเข้ามา ตามอัตราส่วนที่เราตั้งไว้ หวังว่าอ่านแล้วคงพอเข้าใจนะ

gate ก็ย้อนทางกับ compressor ครับ gate จะคอย เปิด ปิด mic ให้ครับ เช่น เสียงกลอง tom เราใส่ gate ไว้ ให้คอยทำงานให้ พอตี tom ก็เปิด mic ให้ พอเสียงหมด ก็ปิดให้ครับ ทำให้เราได้เสียงภาพรวมค่อนข้างสะอาด คือ mic ตัวไหนยังไม่ใช้ มันก็จะคอยปิดให้ บนเวที มี mic ตั้งเยอะ ขืนเปิดทิ้งไว้หมด เสียงมันคงมัวๆเนอะ ปุ่มทั้งหลายบนเครื่อง เอาไว้สั่ง ว่า จะให้เปิดเมื่อไหร่ เวลาเปิดแล้วค้างไว้นานเท่าไหร่ พอเวลาปิด จะปิดเร็วแค่ไหน เอานุ่มนวล หรือ ปิดฉับเลย ครับ เชิญปรับตามความต้องการของเราครับ ทำเสียง ฟังเป็นหลักครับ หลักการมีไว้เป็นพื้นฐานครับ ฟังเสียงเป็นหลัก อยากได้แบบไหน ปรับแบบนั้น

มาคิดดูดีๆ จะเห็นว่า compressor limiter noise gate expander นี่ล้วนแล้วแต่ มาช่วย เรื่อง dynamic ที่ นักดนตรีไม่สามารถ ควบคุม dynamic range -ของตัวเองได้ดี sound engineer ก็มีแค่สองมือ สิบนิ้ว จะไป control หลาย channel พร้อมๆกันก้คงไม่ทัน ไม่ไหวแน่ เลยต้องหาเครื่องช่วย ถ้าวง กับ sound engineer ช่วยกัน คุยกันดีๆ สร้างสรรค์

Compressor

COMPRESSOR/LIMITER


COMPRESSOR/LIMITER


เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมระดับความดังของเสียง ไม่ให้สัญญาณเสียงที่ออกไปมีความแรงมากเกินไป รวมทั้งทำหน้าที่อื่นๆด้วย ซึ่งหน้าที่การทำงานภายในเครื่องจะประกอบด้วยหน้าที่การทำงานหลัก 3 ส่วน ดังนี้

1. EXPANDER/GATE (อธิบายเพิ่มเติม)ด้านล่าง ทำหน้าที่ขยายและเปิดประตู[GATE] ให้สัญญาณเข้ามาในเครื่องตามความต้องการของผู้ใช้ ว่าจะให้สัญญาณที่มีระดับความแรงมากน้อยเท่าไรที่จะให้เครื่องเริ่มทำงาน โดยมีปุ่มปรับต่างๆในส่วนนี้คื

อ 1.1 ปุ่ม THRESHOLD เป็นปุ่มปรับเพื่อให้เครื่องเริ่มทำงานและหยุดทำงาน หน่วยที่ปรับมีค่าเป็น dB เช่นเราปรับตั้งค่าไว้ที่ -45 dB หมายความว่า สัญญาณเสียงที่มีระดับสัญญาณต่ำกว่า -45dB เครื่องจะไม่ทำงาน ซึ่งจะทำให้ไม่มีสัญญาณใดๆผ่านเครื่องออกไปได้ และเครื่องจะเริ่มทำงานเมื่อระดับสัญญาณมีค่าสูงกว่า -45 dB ค่าที่เราตั้งเพื่อให้เครื่องเริ่มทำงานนี้เรียกว่า "ค่าเทรชโฮลด์" อย่างไรก็ตามถ้าเราปรับไว้ที่ตำแหน่งต่ำสุดหรือ OFF หมายความว่า สัญญาณที่มีระดับสุดแค่ไหนก็ตามก็สามารถผ่านเข้าไปในเครื่องได้ นั่นคือสัญญาณจะผ่านเข้าไปได้ทั้งหมดตลอดเวลานั่นเอง การจะตั้งค่าเทรชโฮลด์เป็นเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เครื่องนี้ควบคุมเสียงอะไร เช่น ถ้าต้องการควบคุมเสียงสำหรับไมค์นักร้อง หรือควบคุมเสียงทั้งระบบ ให้ตั้งค่านี้ที่จุดต่ำกว่า -45 dB เพราะต้องให้ระดับเสียงเบาๆออกไปได้ แต่ถ้าควบคุมเสียงของไมค์กลองกระเดื่อง กลองสแนร์ หรือไฮแฮต ก็ให้ตั้งค่าที่สูงกว่า -45 dB ซึ่งมีค่าไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความดังของกลองหรือเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ

1.2 ปุ่ม RELEASE เป็นปุ่มสำหรับหน่วงเวลา คือหลังจากที่ประตู[GATE] เปิดให้สัญญาณเข้ามาในเครื่องแล้ว ถ้าไม่มีสัญญาณใดๆเข้ามาอีกหรือสัญญาณมีค่าต่ำกว่าค่าเทรชโฮลด์ที่ตั้งไว้ เกทก็จะปิด ส่วนอื่นๆของเครื่องก็ไม่ทำงาน ระยะเวลาที่ใช้ในการปิดเกทอีกครั้งหลังจากไม่มีสัญญาณเข้ามาแล้วนั้นเราเรียกระยะเวลานี้ว่า "Release Time" ปุ่มที่ทำหน้าที่ปรับระยะเวลานี้คือปุ่ม RELEASE ค่าที่บอกไว้ที่เครื่องคือ Fast หมายความว่าเกทจะปิดอย่างรวดเร็วหลังจากหมดสัญญาณ และ Slow หมายความว่า เกทจะหน่วงเวลาไว้ระยะหนึ่งจึงค่อยปิด ระยะเวลาเร็วหรือช้าแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเราที่จะปรับตั้งค่าไว้

ค่า Release Time ของเกทนี้จะตั้งเป็นเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับเสียงที่เราใช้งาน เช่นไมค์สำหรับเสียงพูดหรือเสียงนักร้อง ให้ปรับไว้ที่ประมาณบ่ายสองโมง [Slow] เพราะเสียงคนเราจะมีปลายหางเสียงเช่น เสียงตัว สิ. ,สี่.. ,ซิ... ,ซี...เอส....เฮช....ทู...ฯลฯ.. เป็นต้น ปลายหางเสียงเหล่านี้จะได้ไม่ขาดหายไป ส่วนการปรับเสียงจากเครื่องดนตรีเช่นเสียงกลองกระเดื่อง ถ้าเราไม่ต้องการเสียงกระพือหลังจากที่เราที่เหยียบลงไปที่หน้ากลองลูกแรก ก็ให้เวลาในการปิดเกทเร็วขึ้น[Fast] หรือเสียงไฮแฮตถ้าเราไม่ต้องการให้มีปลายหางเสียงมากเกินไป ให้เสียงซิบๆๆ..ซี่ๆๆ..ซิบๆๆ...ดีขึ้นก็ให้ปิดเกทให้เร็วขึ้นเพื่อปลายหางเสียงที่เบาๆจะได้ถูกตัดออกไป **อย่างไรก็ตามปุ่มRELEASE ในส่วนของภาคEXPANDER/GATE นี้ ในเครื่องบางรุ่นอาจจะไม่มี และบางรุ่นทำเป็นสวิทช์กดให้เลือก**

1.3 ปุ่ม RATIO เป็นปุ่มทำหน้าที่ปรับลดระดับเสียงลงเป็นอัตราส่วนของ dB เมื่อเทียบค่ากับ 1 เช่น 1:1หมายความว่าสัญญาณจะไม่ถูกลดระดับเลย , 2:1หมายความว่าสัญญาณที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าไหร่ก็ตามจะถูกทำให้ลดลงสองเท่า **อย่างไรก็ตามปุ่ม RATIO นี้ในส่วนของภาคEXPANDER/GATE ในเครื่องบางรุ่นอาจจะไม่มี**

2. COMPRESSOR ทำหน้าที่กดระดับสัญญาณให้ลดลงในอัตราส่วนตามค่าที่เราได้ปรับตั้งไว้ หน้าที่การทำงานของปุ่มปรับต่างๆในส่วนของภาคคอมเพรสเซอร์นี้มีดังนี้

2.1 ปุ่ม THRESHOLD เป็นปุ่มสำหรับตั้งค่าจุดเริ่มการกดสัญญาณ(จุดเทรชโฮลด์) เช่นเราตั้งค่าไว้ที่ 0 dB สัญญาณจะเริ่มลดลงที่ 0 dB และถ้าปรับตั้งไว้ที่ -10 dB ก็หมายความว่าสัญญาณเสียงจะเริ่มลดลงที่จุด -10 dB (ค่าติดลบมากเสียงจะลดลงมาก) การลดลงของสัญญาณเสียงที่จุดเทรชโฮลด์นี้ ถ้าเป็นการลดลงอย่างรวดเร็วทันทีทันใด เราเรียกว่า ฮาร์ดนี[Hard-Knee] และถ้าให้เสียงที่ถูกกด[Compress] ค่อยๆลดลงเพื่อให้เสียงฟังดูนุ่มขึ้นเราเรียกว่า ซอฟต์นี[Soft-Knee] ซึ่งมีปุ่มให้กดเลือกใช้งานได้ แต่ปุ่มนี้จะมีชื่อเรียกทางการค้าที่แตกต่างกันไป เช่น ยี่ห้อ dbx เรียกปุ่มนี้ว่า Over Easy ยี่ห้อ Behringer เรียกปุ่มนี้ว่า Interactive Knee การตั้งค่า THRESHOLD เสียงดนตรี เสียงพูด และเสียงร้องเพลงทั่วๆไป จะตั้งค่าไว้ที่ 0 dB เสียงร้องเพลงประเภท เฮฟวี่ ร็อค ฮิปพอฟ หรือเพลงวัยรุ่นประเภท แหกปากตะโกนร้อง ก็ตั้งไว้ที่ -10 dB ถึง -20 dB ให้ปรับหมุนฟังดูค่าที่เหมาะสมไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป



Compressor

2.2 RATIO เป็นปุ่มสำหรับทำหน้าที่ปรับลดระดับเสียงลงมีค่าเป็นอัตราส่วนจำนวนเท่าต่อ 1 ซึ่งจะทำงานสัมพันธ์กับค่าเทรชโฮลด์ที่ตั้งไว้คือ [1] เมื่อตั้งค่าอัตราส่วนไว้ที่ 1:1 สัญญาณด้านออกจะไม่ถูกกดลงเลย [2] เมื่อตั้งค่าอัตราส่วนไว้ที่ 2:1 สัญญาณออกจะถูกกดให้ลดลง 2เท่า เมื่อสัญญาณเข้าเพิ่มขึ้น 1dB เช่นสัญญาณเข้า +20dB สัญญาณออกจะถูกกดให้ลดลงเหลือ +10dB [3] เมื่อตั้งค่าอัตราส่วนไว้ที่ 4:1 สัญญาณออกจะถูกกดให้ลดลง 4เท่า เมื่อสัญญาณเข้าเพิ่มขึ้น 1dB เช่นสัญญาณเข้า +20dB สัญญาณออกจะถูกกดให้ลดลงเหลือ +5dB [4] Infinite (หมุนตามเข็มนาฬิกาสุด) สัญญาณด้านออกจะถูกกดให้ลดลงเท่ากับค่าเทรชโฮลด์ที่ตั้งไว้ การตั้งค่า RATIO เสียงพูด เสียงร้องเพลงทุกแบบ เสียงเครื่องดนตรีทั่วไป ปรับตั้งไว้ที่ 2:1 ถ้าตั้งให้ลดมากไปจะทำให้เหมือนเสียงเกิดอาการวูบวาบกระโดดไม่คงที่

2.3 ATTACT เป็นปุ่มสำหรับปรับตั้งค่าหน่วงเวลาของการเริ่มต้นกดสัญญาณ[compress] จะช่วยทำให้เสียงมีความหนักแน่นดีขึ้น มีหน่วยเวลาเป็น มิลลิวินาที[mSEC] เสียงพูด เสียงเพลงดนตรีทั่วไป ให้ตั้งค่าไว้ที่ประมาณ 40-50 mSEC เพลงคลาสสิค หรือเพลงที่มีความฉับไวของดนตรี ให้ตั้งไว้ที่ประมาณ 25-30 mSEC

2.4 RELEASE เป็นปุ่มสำหรับปรับตั้งค่าหน่วงเวลาช่วงหยุดการกดสัญญาณ จะทำให้น้ำเสียงนุ่มน่าฟังขึ้น มีหน่วยเวลาเป็นวินาที [SEC] เสียงพูด เสียงดนตรีทั่วไปให้ตั้งไว้ที่ 1.5-2 SEC

2.5 OUTPUT GAIN เป็นปุ่มปรับลดหรือเพิ่มระดับความแรงของสัญญาณด้านขาออกของเครื่องให้มีค่าลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ โดยมีค่าปรับได้ตั้งแต่ -20dB ถึง +20dB ในการใช้งานปกติให้ปรับค่าไว้ที่ 0 dB

3. LIMITER ลิมิตเตอร์ทำหน้าที่รักษาระดับสัญญาณด้านขาออกของเครื่องให้มีความแรงสูงสุดได้ไม่เกินค่าที่ตั้งไว้ เช่นตั้งไว้ที่ 0dB สัญญาณขาออกก็จะออกได้สูงสุดไม่เกิน 0dB หรือตั้งไว้ที่ +5dB สัญญาณขาออกก็จะออกได้สูงสุดไม่เกิน +5dB เป็นต้น การตั้งค่าLIMITER เสียงพูด เสียงร้องเพลงทุกประเภท ให้ตั้งค่าไว้ที่ 0dB เสียงดนตรี กลองกระเดื่อง กีต้าร์เบส ให้ตั้งค่าไว้ที่ +5dB ถึง +10dB เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ตั้งค่าไว้ที่ 0dBย


อธิบายเพิ่มเติม Expander


สำหรับงาน live sound มีไว้ลดเสียงเบาๆ ให้มันเบาลงไปอีกครับ ถ้ารู้จัก Gate ก็จะเข้าใจได้ง่าย

Gate นี่ จะทำหน้าที่เหมือนมือวิเศษครับ มันจะเปิดเสียงให้ผ่านมัน เมื่อเสียงดังกว่าที่เราตั้งค่าเอาไว้(เรียกว่า Threshold) เอาไว้สำหรับตัดเสียง noise ออกเวลาที่ไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามาครับ อย่างเช่น tom ที่นานๆ จะตีซักครั้งนึง ตอนที่ยังไม่ได้ตี มันจะมีเสียงรบกวนจากกลองใบอื่นๆ อยู่ พอเราใส่ Gate ลงไป ก็จะทำให้เสียงรบกวนมันหายไป พอตี tom ใบนั้นปุ๊ป เสียงจะผ่านออกมาปั๊บ ประมาณนั้นครับ

Expander ก็คล้ายๆ กันครับ แต่จะไม่เหมือนตรงที่ Gate จะทำงานลักษณะแบบกดปุ่ม เปิด กับปิด ให้เสียงผ่านไปหรือไม่ ทันทีทันใด และเป็นการ "เปิด" กับ "ปิด" แบบสมบูรณ์ แต่ Expander จะเหมือนกับเรากำลังแตะ Fader อยู่ พอได้ยินเสียงก็เลื่อน Fader มาที่ 0dB แต่พอเสียงมันเบาลงกว่า Threshold มือที่แตะ Fader อยู่ก็ลด Fader ลงมาตามเสียงที่เบาลงเป็นสัดส่วนกันกับเสียงที่ เบาลง(เรียกว่าค่าสัดส่วนนี้ว่า Ratio) พอจะนึกภาพออกไหมครับ อย่างเช่นถ้า Ratio เป็น 1:2 ก็จะหมายถึงว่า ถ้าสัญญาณต่ำกว่า Threshold ลงมา 5 dB สัญญาณที่ออกไปจาก Expander จะถูกลดลงมาอีกเท่านึง กลายเป็นสัญญาณขาออกจริงๆ จะลดลงไป 10 dB ลองนึกตามดูครับ ยังมีค่า parameter อย่างอื่นอีก ซึ่งเหมือนกัน สำหรับ expander และ gate คือ attack time กับ release ti

attack time คือค่าเวลาที่พอเสียงมันเกิน threshold แล้ว effect จะเปิดเสียงเลยหรือไม่ ถ้า attack time เร็ว มันก็จะเปิดให้เสียงผ่านไปเร็ว
release time คือค่าเวลาที่มันจะกดเสียงลงมาเมื่อสัญญาณเสียงต่ำกว่าค่า t ถ้าเร็วไปหางเสียงมันจะห้วนๆ ครับ และบางทีจะได้ยินเสียงคล้ายๆ distortion ออกมาด้วยครับ ถ้าใช้กับพวกเสียงความถี่ต่ำๆเนื่องจากมันเร็วเกินไป มันไปตามรูป waveform ของ low frequency ก็จะได้ยินเสียงสั่นๆ แตกๆ เลย

เวลาปรับใช้งานก็คือปรับให้มันเปิดเมื่อมีการ perform จริงๆ ครับ ไม่ใช่มันเปิดอยู่ตลอดเวลา หรือปิดตลอดเวลา พอเสียงมาแล้วก็ยังปิดอยู่ เสียงมันก็ไม่ออก...ยังงี้ก็ไม่ถูกครับ ปรับค่า attack กับ release ให้เหมาะกับเสียงเครื่องดนตรีเครื่องนั้นครับ อย่างถ้าใช้กับ tom ก็อาจจะต้องปรับ attack ให้เร็วมากๆ หน่อย เพื่อที่จะไม่สูญเสียงหัวเสียง แล้วก็ปรับ release ให้ gain reduction มันลงมา หลังจากที่หางเสียงมันลดลงมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเสียงยังอยู่เลยแต่เริ่มกดแล้ว ยังงี้เกิด distortion แน่นอน และหางเสียงก็กุดด้วย จริงๆ แต่ละยี่ห้อ ก็มีคาแรคเตอร์ต่างๆ กันไปอีกครับ บางตัวก็มีให้ปรับ hold time ได้อีกครับ แต่น่าจะพอเดาๆ ได้นะครับว่าเอาไว้ทำอะไร


"ducking" หรือ "side chain"


คือใช้ compressor เป็น automatic fader พวกโฆษณา,วิทยุ, TV, DJ, kareoke ใช้กันประจำ และบางครั้งใช้ใน mix ด้วย เช่นต้องการเสียงให้หลบกัน

Compressor

side chain and drum เทคนิคการใช้ dynamic processor อีกหนึ่งวิธีโดยการใช้ side chain ของ noise gate โดยส่งสัญญาน bass guitar เพิ่มใน mixer อีก 1 ch. (อาจเรียกว่า bass 2 ) แล้วเอาnoise gate มาinsert เข้าที่ ch.นี้ แล้วเอาสัญญาณของ kick drum มาตั้ง threshold ของ noise gate เบส โดยเข้าที่ช่อง side chain input (return) โดยตั้ง threshold ในระดับที่ให้เฉพาะสัญญาณของ kick ที่คนกลองเหยียบหนักๆให้ผ่านไปได้อาจตั้ง release ให้เหมาะกับความยาว note ของ bass ในจังหวะนั้น mix fader ch.เบสเสริมสักครึ่งนึงของ ch. bassหลักผลที่ได้คือเสมือนกับเป็น auto up fader เวลาที่มือกลองที่มือกลองเน้น kick หนัก เสียง bass guitar ก็จะดังตามไปด้วยได้อารมณ์ rock แน่นๆ หนักๆ


Compressor



Compressor



Compressor



Compressor



Compressor



Compressor

ขอบคุณ www.pa2hand.com สำหรับข้อมูล